มีน้องๆ จำนวนไม่น้อยครับ หรือน้องๆที่รู้จักกันกับผม ติดต่อเข้ามาว่าอยากรับงานแปลเอกสาร พอเราสอบถามกลับไปว่า น้องต้องการจะแปลหรือถนัดแปลประเภทใด คำตอบที่ได้รับกลับมาก็ไม่น้อยเช่นกันก็คือ อยากจะแปลพวกนิยายนะครับ คำตอบแรกที่ได้รับจากเรากลับไปเลยก็คือ ทางเราไม่ได้รับแปลนิยาย หรืองานแปลทำนองนั้นที่เป็นเล่มยาวๆนะครับ ถ้าจะแปลงานพวกนี้ แนะนำไปติดต่อสำนักพิมพ์ดีกว่า ถ้าถามว่า ทำไมเราถึงไม่รับแปลงานพวกนั้นนะครับ คำตอบไม่ใช่ว่าเราหางานพวกนี้ไม่ได้ หรือไม่แปลงานเหล่านี้ แต่จริงๆแล้วลักษณะของการแปลนวนิยายมีลักษณะเฉพาะตัวที่ มันไม่ค่อยเหมาะกับการทำธุรกิจสักเท่าไหร่ สาเหตุหลักๆก็มีดังนี้คือ
1. มันเยอะ และมันนานครับ -- งานปกติที่เรารับนั้น เป็นคู่มือ หรือเป็นเอกสารจำนวนมาก ก็จะอยู่ในหลักร้อยหน้า และเป็นงานประเภทวิชาการหรือแบบเป๊ะๆ พอสมควร แต่การแปลนวนิยายนั้น ถึงจะมีจำนวนหน้าไม่ต่างกันมาก แต่ต้องใช้เวลาในการแปลค่อนข้างนานมากครับ เพราะมันต้องเข้าใจ ต้องละเมียด ละเอียดละไม ไปกับงาน แค่ความหมายอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องลึกซึ้งไปถึงอารมรณ์สุดขั้วของมันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น น้องที่บอกกับผมเย้วๆๆ ว่าต้องการแปลงานจำพวกนวนิยาย หรืออะไรเทือกนั้น ไม่ต้องการรับแปลเอกสาร ธรรมดาทั่วไป เรียกว่า ศิลปินกันพอตัว แต่พอเอาเข้าจริงๆ ล่ะก็ แปลไม่รอดเยอะแยะไปครับ หมดกำลังกายและกำัลังใจ รวมถึงกำลังสมองไปตั้งแต่ สามสิบหน้าแรกก็มี สุดท้ายผู้จ้างก็เสียหายนะครับ
2. กว่าจะได้ตังค์ก็นานมากครับ -- สำหรับงานแปลพวกนวนิยายนั้น ลักษณะจะไม่เหมือนกับงานแปลเอกสารทั่วไป คือเงินที่คุณจะได้นั้น อยู่ที่ความฮิตของนิยายที่คุณแปลด้วย อย่าคิดนะว่า เฮ้อ อดทนมาตั้งนาน แปลเสร็จเสียที ไปส่งงานแล้วรอรับตังค์ สบายใจเฉิบอยู่บ้านดีกว่า อ่ะ ไม่มีซะหรอก เขาต้องนำงานคุณไปตรวจ prove ไปตีพิมพ์ ไปวางขาย และอื่นๆ สุดท้ายคุณอาจได้ค่าแปลขี้ประติ๋วไปก่อน และถ้าหนังสือของคุณขายไม่ค่อยออก (ซึ่งเขาจะทึกทักได้ว่า อาจเป็นเพราะคุณแปลไม่ดี) คุณก็จะได้ส่วนแบ่งน้อยตามไปด้วย ข้อดีก็คือ หากมันเกิดฮิตขึ้นมา (จะมีสักกี่เล่ม) คุณก็อาจดังระเบิดระเบ้อได้ แต่ในประเทศ ที่ประชากรอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัดนี้ อย่าคาดหวังอะไรเลยครับว่า คุณจะเป็นนักแปลหนังสือที่ประสบความสำเร็จอะไรมากมาย ทำเอาใจรักไปก็พอแล้ว
รู้อย่างนี้แล้ว ถ้ายังใจรักอยู่ก็อย่ารอช้านะครับ ติดต่อสำนักพิมพ์ของานแปลนวนิยายมาสนองอารมณ์ศิลปินกันเลย สนับสนุน
Monday, October 15, 2012
Sunday, September 23, 2012
รับแปลเอกสาร สุขภาพก็สำคัญสำหรับนักแปลทุกคน
ถ้าจะว่าถึงสิ่งหนึ่งที่ นักแปลเอกสาร ทุกคนควรจะตระหนักให้มากๆ ถ้าคิดจะกินกันยาวๆ หรือคิดจะอยู่ในสายอาชีพนี้ยาวๆ ก็คือเรื่องของสุขภาพครับ การที่คุณได้งานใหญ่ๆ เร่งๆ ด่วนๆมา แม้ว่าจะทำให้คุณทำงานเสร็จได้ เร็ว รับงานแปลใหม่ได้เร็ว ทำงานได้มาก ได้เงินเยอะก็จริงอยู่ แต่มันทรมานสังขาร ไม่ใช่น้อยเลยนะครับ ในจุดนี้ หลายครั้งที่เบื่อ หลายครั้งที่เซ็ง หมดอารมณ์จะทำ หมดแรงจะทำ แต่เงินก็บีบให้เราต้องทำต่อ deadline ก็บีบให้เราต้องทำต่อ ลุกก็ไม่ได้ จะพักก็ได้นิดหน่อย เท่านั้น อย่างนี้จะทำอย่างไรดี จะออกจากสายอาชีพนี้ ก็ไม่อยากไป เพราะกว่าจะหาแหล่งเงินแหล่งทอง หรือแหล่งงานแปลเอกสารดีๆ ได้ก็หมดพลังไปเยอะ จะให้เลิกกันง่ายๆได้อย่างไรล่ะครับ ไอ้งานแปลเอกสารเนี่ย
เอาล่ะครับ ก็ถ้าไหนๆใครตัดสินใจจะมาร่วมทุกข์ทรมานด้วยกันแล้ว ก็มาฟังเคล็ดลับการดูแล สุขภาพ ของนักแปลกับผมกันดีกว่า
เอาล่ะครับ ก็ถ้าไหนๆใครตัดสินใจจะมาร่วมทุกข์ทรมานด้วยกันแล้ว ก็มาฟังเคล็ดลับการดูแล สุขภาพ ของนักแปลกับผมกันดีกว่า
- ข้อแรกพักบ่อยๆ -- เข้าใจว่า งานแปลเอกสารนี่มันเร่งนะครับ บางครั้งก็อยากจะทำจนลืมตัวไปเลย แต่แนะนำให้ตั้งปณิธานกับตัวเองเอาไว้ว่า ให้พักบ่อยๆ! ไม่ต้องนานก็ได้ อย่างน้อยลุกขึ้น ยืดเส้น ยืดสาย สัก สอง สาม นาที ก็ยังดี ให้กล้ามเนื้อ และสายตาได้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า หรือถ้าไม่อย่างนั้น อย่างน้องที่สุด ก็เบือนหน้าไปทางอื่น หรือหลับตาพักบ้าง สักชั่วครู่ ชั่วคราว แต่ให้่บ่อยๆ จะได้เป็นการยืดอายุการทำงาน และยืดอายุชีวิตของท่านให้ยืนยาวยิ่งขึ้นครับ
- อย่ารับงานแปลเอกสาร เยอะเกินไป -- อันนี้ อาจจะยากสักหน่อย สำหรับคนที่ทำงาน โดยใช้เงินเป็นที่ตั้งนะครับ แต่ผมก็อยากจะแนะนำ คนที่รับงานแปลเอกสาร ทุกท่านอีกสักครั้งก็แล้วกัน ว่าให้ทำเท่าที่ทำได้ อย่ารับงานจนมากเกินไป ยังไม่แก่ไม่รู้นะ แต่ถ้าแก่แล้ว สังขาร ไม่ไหว เงินทองที่หามาจะต้องเอาไป ซ่อมแซม สุขภาพหมด ลำบาก เข้าไปอีก ตอนรับงาน ให้คำนวณด้วยว่า จะทำวันไหน เท่าไหร่ อย่างไร จะได้ ไม่ต้อง ทรุดโทรม โหมเกินกำลัง ถ้าทำไม่ไหว ก็คิดว่าจะส่งต่องานแปลเอกสาชิ้นนี้ ให้คนที่เราไว้ใจ ไม่ทำให้เราเสียชื่อเสียงจะดีกว่า ให้เขาไปหรือบวกนิดๆหน่อยๆก็พอ อย่ารับมาทำเองหมด ถ้าทำไม่ไหว ก็เสียชื่อเสียงด้วย นอกจากเสียสุขภาพของเราแล้ว
วันนี้ ว่ากันเบาะๆ สองข้อก่อนนะครับ ถึงเคล็ดลับการดูแลสุขภาพของนักแปลเอกสารทุกท่าน เอาไว้เรามาว่ากันต่อในตอนต่อไป ขอให้สุขภาพดี แข็งแรงสมบูรณ์กันทุกท่านครับ.....
Tuesday, September 18, 2012
รับแปลเอกสาร | หางานแปลที่ไหนดี ตอน นักเรียนก็น่าทำนะ
หลักการหางานแปลเอกสาร ของนักแปลทุกท่าน ตอนสุดท้ายแล้วนะครับ สำหรับท่านที่ ต้องการหางานแปลเป็นรายได้เสริม แนะนำตลาดอีกตลาดหนึ่ง ที่คุณอาจไปแวะเวียนลองหาดูได้ ก็คือ ตลาด นักเรียน นักศึกษานั่นเองครับ
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ตลาดนักเรียน นักศึกษา เป็นตลาดที่จะมีงานเยอะ เรียกว่าค่อนข้างเยอะมาก เพราะแบ่งประเภทลูกค้าย่อยออกได้อีกเป็นหลายประเภท เช่น นักเรียน นักศึกษาที่ต้องการอ่านบทความ หรืองานวิจัย ที่เป็นภาษาอังกฤษ แล้ว ขี้เกียจอ่าน จึงมาจ้างคนอื่นแปล หรืออาจจะเป็นงานบทความ เอกสาร งานวิจัย ที่ต้องการ การแปลจริงๆ ก็ได้ เช่น รายงานที่อาจารย์มอบหมายมา งานกลุ่มต่างๆ ที่ต้องแปลและถอดความไปรวบรวมกับเพื่อนๆ นักเรียน นักศึกษาเหล่านี้ ก็จะหาที่จ้างแปลเอกสาร กับแหล่งต่างๆ
แต่ข้อควรทราบประการหนึ่ง ที่นักแปลควรจะทราบ สำหรับลูกค้าประเภทนี้ ก่อนที่จะไปหางานรับแปลเอกสาร ก็คือ ลูกค้าประเภทนี้ จะงบน้อยหน่อยนะครับ และงานของพวกเขาส่วนมาก ก็จะยากถึงยากที่สุด แต่ข้อดีก็คือ ไม่ค่อยเน้นคุณภาพ บางคนบอก มีส่งก็พอแล้ว บางคนบอกต้นฉบับก็ไม่รู้เรื่อง เราแปลไปอย่างไร ก็อ่านๆ ไปอย่างนั้น (ซึ่งถ้าคนแปลไม่มีจรรยาบรรณล่ะก็ไม่ดีแน่)
ผมเคยรับงานแปลเอกสาร จาก agent ท่านหนึ่ง งานจำนวนมาก และต้องการด่วนมาก ผมแจ้งไปว่า ผมคงทำให้ไม่ทัน จึงไม่รับงาน ก็ได้รับคำตอบกลับมา อย่างสวยงาม ว่า "แปลๆไปเหอะ มันด่วน ขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน" ว้าว น่าสนใจใช่ไหมครับ ผมนึกสงสารลูกค้าขึ้นมาจับใจ พอดีไม่ใช่ประเภทขายผ้าเอาหน้ารอด จึงไม่สามารถเอาหน้ารอดไปได้ ด้วยสิ แต่ก็แสดงว่า agent ท่านนี้ เข้าซึ้งถึงสัจธรรม ของการรับแปลนักเรียน คือ ถูกและด่วน แค่นี้พอ
หากใครทราบข้อมูลนี้แล้ว ยังมีความประสงค์ที่จะรับงานจากน้องๆ นักเรียนอยู่ละก็ ลองไปแปะประกาศตามบอร์ดของมหาวิทยาลัย หรือเข้าไปตามชุมชนออนไลน์ต่างๆของมหาวิทยาลัยก็ได้ แล้วก็ลองไปประกาศหางานดู ถ้าเกิด ถูกและด่วน ได้สะใจน้องล่ะก็ อาจมีปากต่อปากได้ งานอย่างต่อเนื่องก็ได้นะครับ
เคล็ดลับสำหรับการหางานแปลเอกสาร ตอนนี้ก็จบแล้วนะครับ หากคิดอะไรออกจะมาเขียนให้อ่านกันใหม่ โชคดีครับ ผู้ที่รักในการแปลและต้องการหางานแปลทุกท่าน
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ตลาดนักเรียน นักศึกษา เป็นตลาดที่จะมีงานเยอะ เรียกว่าค่อนข้างเยอะมาก เพราะแบ่งประเภทลูกค้าย่อยออกได้อีกเป็นหลายประเภท เช่น นักเรียน นักศึกษาที่ต้องการอ่านบทความ หรืองานวิจัย ที่เป็นภาษาอังกฤษ แล้ว ขี้เกียจอ่าน จึงมาจ้างคนอื่นแปล หรืออาจจะเป็นงานบทความ เอกสาร งานวิจัย ที่ต้องการ การแปลจริงๆ ก็ได้ เช่น รายงานที่อาจารย์มอบหมายมา งานกลุ่มต่างๆ ที่ต้องแปลและถอดความไปรวบรวมกับเพื่อนๆ นักเรียน นักศึกษาเหล่านี้ ก็จะหาที่จ้างแปลเอกสาร กับแหล่งต่างๆ
แต่ข้อควรทราบประการหนึ่ง ที่นักแปลควรจะทราบ สำหรับลูกค้าประเภทนี้ ก่อนที่จะไปหางานรับแปลเอกสาร ก็คือ ลูกค้าประเภทนี้ จะงบน้อยหน่อยนะครับ และงานของพวกเขาส่วนมาก ก็จะยากถึงยากที่สุด แต่ข้อดีก็คือ ไม่ค่อยเน้นคุณภาพ บางคนบอก มีส่งก็พอแล้ว บางคนบอกต้นฉบับก็ไม่รู้เรื่อง เราแปลไปอย่างไร ก็อ่านๆ ไปอย่างนั้น (ซึ่งถ้าคนแปลไม่มีจรรยาบรรณล่ะก็ไม่ดีแน่)
ผมเคยรับงานแปลเอกสาร จาก agent ท่านหนึ่ง งานจำนวนมาก และต้องการด่วนมาก ผมแจ้งไปว่า ผมคงทำให้ไม่ทัน จึงไม่รับงาน ก็ได้รับคำตอบกลับมา อย่างสวยงาม ว่า "แปลๆไปเหอะ มันด่วน ขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน" ว้าว น่าสนใจใช่ไหมครับ ผมนึกสงสารลูกค้าขึ้นมาจับใจ พอดีไม่ใช่ประเภทขายผ้าเอาหน้ารอด จึงไม่สามารถเอาหน้ารอดไปได้ ด้วยสิ แต่ก็แสดงว่า agent ท่านนี้ เข้าซึ้งถึงสัจธรรม ของการรับแปลนักเรียน คือ ถูกและด่วน แค่นี้พอ
หากใครทราบข้อมูลนี้แล้ว ยังมีความประสงค์ที่จะรับงานจากน้องๆ นักเรียนอยู่ละก็ ลองไปแปะประกาศตามบอร์ดของมหาวิทยาลัย หรือเข้าไปตามชุมชนออนไลน์ต่างๆของมหาวิทยาลัยก็ได้ แล้วก็ลองไปประกาศหางานดู ถ้าเกิด ถูกและด่วน ได้สะใจน้องล่ะก็ อาจมีปากต่อปากได้ งานอย่างต่อเนื่องก็ได้นะครับ
เคล็ดลับสำหรับการหางานแปลเอกสาร ตอนนี้ก็จบแล้วนะครับ หากคิดอะไรออกจะมาเขียนให้อ่านกันใหม่ โชคดีครับ ผู้ที่รักในการแปลและต้องการหางานแปลทุกท่าน
Tuesday, September 11, 2012
รับแปลเอกสาร หางานแปลดีๆได้ที่ไหน จาก kingtranslations
หลังจากตอนที่แล้ว เกี่ยวกับการหางานรับแปลเอกสาร ที่เราบอกไปว่า
หนทางหางานแปลที่เป็นไปได้ที่สุด ในปัจจุบัน
คือการสมัครกับบริษัทรับแปลเอกสารต่างๆ ทำตัวดีๆ
เพื่อรอรับงานจากศูนย์แปลเหล่านั้น และเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับการที่เหล่าบรรดานักแปลเอกสาร
อยากจะสร้างธุรกิจเอง โดยคิดว่า "มันง่าย"
ทีนี้
ก็มาว่ากันถึงหนทางหางานแปลต่อไปนะครับ นอกเหนือจากเหล่าบรรดา ศูนย์แปล บริษัทแปลเอกสาร หรือ agency ต่างๆ ที่มีกันอยู่กันมากมายแ้ล้ว คุณก็สามารถเจาะลูกค้าขาใหญ่ โดยตรงที่เขามีงานประจำได้ด้วย อาทิเช่น เคเบิลทีวีต่างๆ, ช่อง TV ต่างประเทศ, ช่อง True, Encyclopedia เป็นต้น องค์กรเหล่านี้ มีตังค์ครับ ไม่คิดมากเรื่องค่าแปล หากว่า คุณสามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้ แต่ก็นั่นแหละ ไม่ใช่คุณคนเดียว ที่อยากจะไปรับแปลเอกสารกับองค์กรเหล่านี้ ใครๆเขาก็อยากรับ เพราะมันเท่ากับมีอาชีพกลายๆ เลยทีเดียว เขามีงานแปลเอกสารให้ตลอด โดยเฉพาะพวก ซับไตเติ้ลหนัง หรือเอกสาร สารคดีต่างๆ หากคุณเป็นคนชอบอ่าน เรื่องพวกนี้แ้ล้วละก็บอกเลยว่า งานมันจะสนุกมาก สนุกไปกับความรู้ และสิ่งใหม่ๆที่เข้ามาในชีวิตในแ่ต่ละวัน ไปกับงาน รับแปลเอกสาร ที่คุณทำ
แต่ข้อเสียคืออะไรครับ ประการแรก ได้เงินช้า ประการที่สอง ไม่ง่ายกว่าจะได้เป็นนักแปลประจำของเขา เพราะคนสมัครเยอะ คนเดิมๆก็เยอะ แถมอยู่ทน อยู่นาน งานแปลเขาก็ไม่ได้ขยายอะไรมากมาย บางคนยังมีพนักงานประจำที่คอยรับแปลเอกสารต่างๆ ของตัวเองอีกต่างหาก ต้องขยันถาม ขยันติดตาม มีช่องว่างให้เจาะเข้าไปทันที อย่ารีรอ ถึงจะได้งาน รับแปลเอกสาร แปลงานดีๆ แบบนี้มา
ต่อไป จะว่ากันถึงแหล่งหางานแปลดีๆ ต่อไปนะครับ ยังไม่หมดเท่านี้ สู้ๆครับทุกท่าน
Monday, September 10, 2012
รับแปลเอกสาร นักแปลสร้างเว็บไซต์หางานแปลเอง ทำไมถึงไม่ดี
จากตอนที่แล้ว ที่ผมได้เกริ่นไปแล้วนะครับว่า มีนักแปลเอกสารจำนวนไม่น้อย เลือกที่จะหางานแปล โดยการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา แล้วก็คิดไปว่า เดี๋ยวก็มีคนโทรเข้ามา เดี๋ยวก็มีคนติดต่อเข้ามา จากเว็บไซต์ เท่านี้เราก็เริ่มมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้แล้ว!!
ฟังดูเหมือนจะดีใช่ไหมครับ แล้วจริงๆวิธีนี้ก็ได้ผลเสียด้วย แต่ขอโทษเป็นเมื่อประมาณ 4 - 5 ปีที่แล้วนะครับ ผมจะร่ายให้ฟังเป็นข้อๆ นะครับ ถึงข้อไม่ดีของผู้ที่ต้องการแปลเอกสาร ด้วยการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมารับงานเอง
1. คุณไม่สามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณมีคนเข้า และมีขาประจำได้อีกแล้ว ณ เวลานี้ คุณลองดูบริษัทแปลเอกสารที่ทราบกันดีว่าอันดับต้นๆของประเทศอย่างที่นี่สิครับ http://www.kingtranslations.com คุณทำได้อย่างเขาหรือเปล่า เขาสร้าง สะสมบารมีมาเป็นสิบปี อย่าทำเลย เปลืองเงิน เปลืองเวลาเปล่าๆ สาเหตุเพราะในปัจจุบัน บริษัทรับแปลเอกสาร ยักษ์ใหญ่ของไทย รู้ตื่นกันหมด และลงทุนกันอย่างมากมายในการสร้างและประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ แปลเอกสาร ของตน ทำให้เด็กน้อย ตาดำๆ อย่างผม อย่างคุณ ไม่มีโอกาสเบียดแทรกขึ้นไปอีกแล้ว ต่อให้มีก็ประเดี๋ยวประด๋าว ชั่วครั้ง ชั่วคราวมาให้ชื่นใจ
2. ถ้าจะรับงานแปลเอกสาร โปรเจกต์ใหญ่ๆ ไม่เป็นบริษัท ก็ไม่มีวันได้งานใหญ่ เขาจะมาให้ค่าจ้างคุณเป็นหมื่นๆ แต่คุณไม่มีตัวตน ได้หรือ บางคนบอกฉันจดเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคล อะไรขึ้นมาก็ไม่รู้เต็มไปหมด ตลกดีครับ เป็นคุณจะจ้างใคร ระหว่าง บริษัท จำกัด มืออาชีพ มีแผนกบัญชี การเงิน บุคคล เป็นเรื่องราว กับ คณะบุคคล กขค ที่ตั้งขึ้นมา เพื่อหวังจะได้งานแปลเอกสาร ใหญ่ๆ
3. หากตัดสินใจตั้งเป็น นิติบุคคล เพื่อรับงานแปลเอกสาร ค่าใช้จ่าย ก็จะเริ่มตามมา ค่าบัญชี ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าจิปาถะ ที่คุณเองก็อาจนึกไม่ถึง จากที่คิดง่ายๆ สบายๆ ว่า สร้างเว็บไซต์ รับงาน รับเงิน ไม่รับงาน ไม่ขาดทุน ไม่มีแล้วนะครับ มันเริ่มจะขาดทุนแล้วเห็นไหม
4. หากคุณยังกัดฟัน แข็งใจต่อไปได้ รับงานแปลมา ปัญหาอื่นที่คาดไม่ถึงก็จะตามมา ต้องเก็บตังค์นะ รอเครดิต หลายวันไหวไหม ทำบัญชี ยื่นสรรพากร ไหวไหม ลูกค้าโกงตังค์จะตามยังไง อีกมากมาย แค่คิดก็ปวดหัวแทนคนที่จะทำแล้วครับ
นักแปลเอกสาร ไม่ใช่คนทำธุรกิจแปลเอกสารนะครับ คนละแบบกัน หากคุณทำงานกับบริษัทแปลดีๆ สักแห่ง สองแห่ง หรือ สามแห่ง เขาป้อนงานคุณตลอด ทำเสร็จรับตังค์ สบาย อยากทำธุรกิจเอง คิดดีๆ นะครับ รับงาน ปวดหัว แถมไม่มีเวลาไปรับงานแปลของบริษัทที่ไว้ใจได้อีก
สุดท้าย หากชื่อของคุณโชว์หราอยู่บนหน้าเว็บไซต์ อาจโดนหมายหัวจากบรรดาบริษัทชั้นนำ จากที่คิดจะรับงานแปลเอกสาร 2 เด้ง อาจดับทั้งสองทางก็ได้ ใครจะรู้ ใช่ไหมล่ะ!
ฟังดูเหมือนจะดีใช่ไหมครับ แล้วจริงๆวิธีนี้ก็ได้ผลเสียด้วย แต่ขอโทษเป็นเมื่อประมาณ 4 - 5 ปีที่แล้วนะครับ ผมจะร่ายให้ฟังเป็นข้อๆ นะครับ ถึงข้อไม่ดีของผู้ที่ต้องการแปลเอกสาร ด้วยการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมารับงานเอง
1. คุณไม่สามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณมีคนเข้า และมีขาประจำได้อีกแล้ว ณ เวลานี้ คุณลองดูบริษัทแปลเอกสารที่ทราบกันดีว่าอันดับต้นๆของประเทศอย่างที่นี่สิครับ http://www.kingtranslations.com คุณทำได้อย่างเขาหรือเปล่า เขาสร้าง สะสมบารมีมาเป็นสิบปี อย่าทำเลย เปลืองเงิน เปลืองเวลาเปล่าๆ สาเหตุเพราะในปัจจุบัน บริษัทรับแปลเอกสาร ยักษ์ใหญ่ของไทย รู้ตื่นกันหมด และลงทุนกันอย่างมากมายในการสร้างและประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ แปลเอกสาร ของตน ทำให้เด็กน้อย ตาดำๆ อย่างผม อย่างคุณ ไม่มีโอกาสเบียดแทรกขึ้นไปอีกแล้ว ต่อให้มีก็ประเดี๋ยวประด๋าว ชั่วครั้ง ชั่วคราวมาให้ชื่นใจ
2. ถ้าจะรับงานแปลเอกสาร โปรเจกต์ใหญ่ๆ ไม่เป็นบริษัท ก็ไม่มีวันได้งานใหญ่ เขาจะมาให้ค่าจ้างคุณเป็นหมื่นๆ แต่คุณไม่มีตัวตน ได้หรือ บางคนบอกฉันจดเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคล อะไรขึ้นมาก็ไม่รู้เต็มไปหมด ตลกดีครับ เป็นคุณจะจ้างใคร ระหว่าง บริษัท จำกัด มืออาชีพ มีแผนกบัญชี การเงิน บุคคล เป็นเรื่องราว กับ คณะบุคคล กขค ที่ตั้งขึ้นมา เพื่อหวังจะได้งานแปลเอกสาร ใหญ่ๆ
3. หากตัดสินใจตั้งเป็น นิติบุคคล เพื่อรับงานแปลเอกสาร ค่าใช้จ่าย ก็จะเริ่มตามมา ค่าบัญชี ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าจิปาถะ ที่คุณเองก็อาจนึกไม่ถึง จากที่คิดง่ายๆ สบายๆ ว่า สร้างเว็บไซต์ รับงาน รับเงิน ไม่รับงาน ไม่ขาดทุน ไม่มีแล้วนะครับ มันเริ่มจะขาดทุนแล้วเห็นไหม
4. หากคุณยังกัดฟัน แข็งใจต่อไปได้ รับงานแปลมา ปัญหาอื่นที่คาดไม่ถึงก็จะตามมา ต้องเก็บตังค์นะ รอเครดิต หลายวันไหวไหม ทำบัญชี ยื่นสรรพากร ไหวไหม ลูกค้าโกงตังค์จะตามยังไง อีกมากมาย แค่คิดก็ปวดหัวแทนคนที่จะทำแล้วครับ
นักแปลเอกสาร ไม่ใช่คนทำธุรกิจแปลเอกสารนะครับ คนละแบบกัน หากคุณทำงานกับบริษัทแปลดีๆ สักแห่ง สองแห่ง หรือ สามแห่ง เขาป้อนงานคุณตลอด ทำเสร็จรับตังค์ สบาย อยากทำธุรกิจเอง คิดดีๆ นะครับ รับงาน ปวดหัว แถมไม่มีเวลาไปรับงานแปลของบริษัทที่ไว้ใจได้อีก
สุดท้าย หากชื่อของคุณโชว์หราอยู่บนหน้าเว็บไซต์ อาจโดนหมายหัวจากบรรดาบริษัทชั้นนำ จากที่คิดจะรับงานแปลเอกสาร 2 เด้ง อาจดับทั้งสองทางก็ได้ ใครจะรู้ ใช่ไหมล่ะ!
แปลเอกสาร หางานแปลที่ไหนดี ตอนที่ 2
หางานแปลที่ไหนดี ตอนที่ 2
ต่อเนื่องมาจากตอนที่แล้ว ที่อารัมภบท มาเสียยืดยาวนะครับ เกี่ยวกับการหางานแปลของน้องๆ พี่นักแปล และนักอยากแปลทั้งหลาย คราวนี้ ผมจะมาเริ่มจริงๆจังๆแล้วนะครับ กับ เทคนิคการหางานแปล ประการที่ 1 คือ สมัครงานกับศูนย์แปลเอกสารต่างๆ
การหางานแปลที่จะเรียกได้ว่า ง่าย และทันใจที่สุด สมัยนี้คงจะเป็นการสมัครงานกับศูนย์แปลต่างๆ ที่คุณเห็นอยู่บนอินเตอร์เนทนะครับ การเลือกก็ง่ายนิดเดียว หว่านสมัครมันไปให้หมดเลยครับ เพราะเปอร์เซ็นต์ที่คุณจะได้นั้น ไม่มากอยู่แล้ว ส่วนมาก ศูนย์รับแปลเอกสารเหล่านี้จะมีนักแปลอยู่แล้ว แต่ไม่ทุกที่นะครับ ที่คุณเห็นจะมีงานมากงานล้น ต้องดุจากเว็บไซต์ดีๆ ว่าเขาพิถีพิถันทำแค่ไหน ไอ้ประเภท ทำมาสามสี่หน้า หรือใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทำ สิบห้านาทีเสร็จเนี่ย อย่าไปสมัครให้เสียเวลาครับ เพราะงานไม่มาก ส่วนมากเจ้าของเว็บจะแปลเอง นานๆ จะมีงานหลุดเข้าไปที เขาก็ไม่มาจ้างคุณ แปลงาน ของเขาหรอกครับ เพราะนั่นไม่ใช่มืออาชีพ นานๆ จะมีงานที เขาก็แปลเองดีกว่าได้เป็นกอบเป็นกำ
เรื่องของเหล่านักแปลที่อยากมีกิจการของตัวเองแล้วก็สร้างเว็บทำเว็บนี่ก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ นึกว่าใครๆก็ทำธุรกิจได้ สุดท้ายก็เหนื่อยเปล่า เอาเวลาไปสมัครรับจ้างแปลให้มัีนได้ดีกว่า ทำตัวดีๆ กินยาวๆ ได้เงินดีกว่าเยอะครับ เอาไว้จะพูดในรายละเอียดต่อไป เอาเป็นเวลา เดี๋ยวพูดในตอนต่อไปเลยดีกว่า ว่าทำไมผมถึงไม่เห็นด้วย ที่นักแปล กขคง จะไปสร้างเว็บทำธุรกิจแปลเอกสารด้วยตนเอง ไม่ดีกับทั้งตัวคุณ ธุรกิจโดยรวม และลูกค้าครับ
สรุปคือเลือกเว็บรับแปลเอกสาร ที่ดูโปรนิดนึง ดูเป็นบริษัท จำกัด โทรไปแล้ว คุยรู้เรื่อง คุยง่าย ทำงานกับคุณดี หว่านๆไปเรื่อยๆครับ จังหวะดีๆ มีงานแน่นอน
รับรองความฝันที่จะมีรายได้จากการ รับแปลเอกสาร ของคุณ คงไม่ไกลเกินเอื้อม แ่ค่เพียงเทคนิคแรกนี้เท่านั้น แล้วมาว่ากันในตอนต่อไปนะครับ ที่ว่า เมื่อนักแปลอยากเปิดบริษัทแปลเสียเอง
ต่อเนื่องมาจากตอนที่แล้ว ที่อารัมภบท มาเสียยืดยาวนะครับ เกี่ยวกับการหางานแปลของน้องๆ พี่นักแปล และนักอยากแปลทั้งหลาย คราวนี้ ผมจะมาเริ่มจริงๆจังๆแล้วนะครับ กับ เทคนิคการหางานแปล ประการที่ 1 คือ สมัครงานกับศูนย์แปลเอกสารต่างๆ
การหางานแปลที่จะเรียกได้ว่า ง่าย และทันใจที่สุด สมัยนี้คงจะเป็นการสมัครงานกับศูนย์แปลต่างๆ ที่คุณเห็นอยู่บนอินเตอร์เนทนะครับ การเลือกก็ง่ายนิดเดียว หว่านสมัครมันไปให้หมดเลยครับ เพราะเปอร์เซ็นต์ที่คุณจะได้นั้น ไม่มากอยู่แล้ว ส่วนมาก ศูนย์รับแปลเอกสารเหล่านี้จะมีนักแปลอยู่แล้ว แต่ไม่ทุกที่นะครับ ที่คุณเห็นจะมีงานมากงานล้น ต้องดุจากเว็บไซต์ดีๆ ว่าเขาพิถีพิถันทำแค่ไหน ไอ้ประเภท ทำมาสามสี่หน้า หรือใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทำ สิบห้านาทีเสร็จเนี่ย อย่าไปสมัครให้เสียเวลาครับ เพราะงานไม่มาก ส่วนมากเจ้าของเว็บจะแปลเอง นานๆ จะมีงานหลุดเข้าไปที เขาก็ไม่มาจ้างคุณ แปลงาน ของเขาหรอกครับ เพราะนั่นไม่ใช่มืออาชีพ นานๆ จะมีงานที เขาก็แปลเองดีกว่าได้เป็นกอบเป็นกำ
เรื่องของเหล่านักแปลที่อยากมีกิจการของตัวเองแล้วก็สร้างเว็บทำเว็บนี่ก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ นึกว่าใครๆก็ทำธุรกิจได้ สุดท้ายก็เหนื่อยเปล่า เอาเวลาไปสมัครรับจ้างแปลให้มัีนได้ดีกว่า ทำตัวดีๆ กินยาวๆ ได้เงินดีกว่าเยอะครับ เอาไว้จะพูดในรายละเอียดต่อไป เอาเป็นเวลา เดี๋ยวพูดในตอนต่อไปเลยดีกว่า ว่าทำไมผมถึงไม่เห็นด้วย ที่นักแปล กขคง จะไปสร้างเว็บทำธุรกิจแปลเอกสารด้วยตนเอง ไม่ดีกับทั้งตัวคุณ ธุรกิจโดยรวม และลูกค้าครับ
สรุปคือเลือกเว็บรับแปลเอกสาร ที่ดูโปรนิดนึง ดูเป็นบริษัท จำกัด โทรไปแล้ว คุยรู้เรื่อง คุยง่าย ทำงานกับคุณดี หว่านๆไปเรื่อยๆครับ จังหวะดีๆ มีงานแน่นอน
รับรองความฝันที่จะมีรายได้จากการ รับแปลเอกสาร ของคุณ คงไม่ไกลเกินเอื้อม แ่ค่เพียงเทคนิคแรกนี้เท่านั้น แล้วมาว่ากันในตอนต่อไปนะครับ ที่ว่า เมื่อนักแปลอยากเปิดบริษัทแปลเสียเอง
Friday, September 7, 2012
แปลเอกสาร | หางานแปลเอกสาร ที่ไหนอย่างไรดี ตอนที่ 1
จากประสบการณ์ที่อยู่ในวงการนี้มานะครับ มีน้องๆ นักเรียน นักศึกษา หรือคนทำงาน ที่ต้องการจะหารายได้เสริมในการ รับแปลเอกสาร กันมาก ทีเดียว ถ้าเกิดลองไปหาตามเว็บประกาศซื้อขาย จะเห็นว่า มีไปลงว่ารับแปลเอกสาร เต็มไปหมดครับ ผมดูแล้ว ก็เหนื่อย หรือปวดหัวแทน บรรดา นักแปลสมัครเล่นเหล่านี้
โพสต์ประกาศกันเยอะขนาดนี้ บอกตรงๆ ใครเขาจะมาใช้บริการคุณ เดือน หนึ่ง หลุดมาสักคนสองคน ก็ถือว่า เยี่ยมแล้ว แล้วที่หลุดมาส่วนมากก็เป็นนักเรียน นักศึกษา ที่ไม่ค่อยมีรายได้เท่าไหร่ครับ คุณต้องแปลเอกสารวิชาการ ยากๆ แต่เก็บเงินได้น้อย แถม ด่วนๆๆๆๆ (ใครเคยแปลงานมาบ้างแล้ว จะทราบดีว่า วันๆหนึ่ง จะได้ยินคำว่า ด่วนกี่คำนะครับ) บางครั้ง ก็พูดกันแบบติดตลกว่า งานแปลเอกสารนั้น จริงๆ แล้วมีอยู่สองประเภทเท่านั้น คือ งานด่วนธรรมดา กับงานโคตรด่วน ขออภัยที่ใช้คำหยาบ แต่ความจริงอยากจะบอกว่า ด่วนชิบหาย มากกว่า เสียด้วยซ้ำ หึๆๆ
บริษัทใหญ่ๆ หรือองค์กรดีๆ จะมีที่ไหน ที่เขาจะมา ใช้บริการแปลเอกสาร คู่มือ งานสำคัญๆ ของเขา จากโพสต์ประกาศ ซื้อ ขาย เขาไม่ไ้ว้ใจคุณหรอกครับ จะไปโทษเขาก็ไม่ถูก เป็นคุณจะไว้ใจหรือเปล่า เป็นบริษัท ก็ไม่ใช่ ให้งานไป จ่ายมัดจำค่าแปลงาน ไปจะหายต๋อม ไ้ร้ตัวตนหรือเปล่าก็ไม่ทราบ
ทีนี้ จะทำอย่างไรต่อ ก็ในเมื่ออยากมีรายได้เสริม จากความรู้ที่มี จะไปโพสต์ประกาศ ซื้อ ขาย ก็ดูไร้อนาคต สิ้นดี วันนี้ ผมมีหนทางดีๆ ให้เหล่าบรรดานักแปลเอกสาร ได้ลองดูนะครับ กับ วิธีการง่ายๆ ในการหางาน แปลเอกสาร เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับคุณเองครับ ติดตามกันตอนต่อไปนะครับ
โพสต์ประกาศกันเยอะขนาดนี้ บอกตรงๆ ใครเขาจะมาใช้บริการคุณ เดือน หนึ่ง หลุดมาสักคนสองคน ก็ถือว่า เยี่ยมแล้ว แล้วที่หลุดมาส่วนมากก็เป็นนักเรียน นักศึกษา ที่ไม่ค่อยมีรายได้เท่าไหร่ครับ คุณต้องแปลเอกสารวิชาการ ยากๆ แต่เก็บเงินได้น้อย แถม ด่วนๆๆๆๆ (ใครเคยแปลงานมาบ้างแล้ว จะทราบดีว่า วันๆหนึ่ง จะได้ยินคำว่า ด่วนกี่คำนะครับ) บางครั้ง ก็พูดกันแบบติดตลกว่า งานแปลเอกสารนั้น จริงๆ แล้วมีอยู่สองประเภทเท่านั้น คือ งานด่วนธรรมดา กับงานโคตรด่วน ขออภัยที่ใช้คำหยาบ แต่ความจริงอยากจะบอกว่า ด่วนชิบหาย มากกว่า เสียด้วยซ้ำ หึๆๆ
บริษัทใหญ่ๆ หรือองค์กรดีๆ จะมีที่ไหน ที่เขาจะมา ใช้บริการแปลเอกสาร คู่มือ งานสำคัญๆ ของเขา จากโพสต์ประกาศ ซื้อ ขาย เขาไม่ไ้ว้ใจคุณหรอกครับ จะไปโทษเขาก็ไม่ถูก เป็นคุณจะไว้ใจหรือเปล่า เป็นบริษัท ก็ไม่ใช่ ให้งานไป จ่ายมัดจำค่าแปลงาน ไปจะหายต๋อม ไ้ร้ตัวตนหรือเปล่าก็ไม่ทราบ
ทีนี้ จะทำอย่างไรต่อ ก็ในเมื่ออยากมีรายได้เสริม จากความรู้ที่มี จะไปโพสต์ประกาศ ซื้อ ขาย ก็ดูไร้อนาคต สิ้นดี วันนี้ ผมมีหนทางดีๆ ให้เหล่าบรรดานักแปลเอกสาร ได้ลองดูนะครับ กับ วิธีการง่ายๆ ในการหางาน แปลเอกสาร เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับคุณเองครับ ติดตามกันตอนต่อไปนะครับ
Thursday, May 17, 2012
Letter of Confidential นักแปลทั้งหลายเซ็นดีไหม
นักแปลหลายท่าน เวลาไปได้งานรับแปลเอกสารโปรเจกต์ใหญ่ๆมา
หรือกับบริษัทบางแห่งที่เขาต้องการให้เก็บข้อมูลเป็นความลับ
บริษัทเหล่านั้นมักจะให้เราเซ็นสัญญาที่จะเก็บข้อมูลเป็นความลับ
หรือชื่อเรียกภาษาอังกฤษ อย่างเป็นทางการว่า Letter of Confidential (LOC) เพื่อให้เรารักษาข้อมูลของเอกสารทั้งหมดที่เราต้องทำการแปล
ไม่ให้ไปเผยแพร่ ทำให้บริษัทผู้ว่าจ้างได้รับความเสียหาย
คำถามยอดฮิตที่เคยได้รับจากเหล่านักแปลเอกสารก็คือ กลัวที่จะต้องเซ็นสัญญาต่างๆ
เราจะเซ็นดีไหม เราจะทำอย่างไรดี หากลูกค้าเรียกร้องให้มีการเซ็นสัญญาแบบนี้ king
translation อยากจะบอกว่า
ถ้าคุณเป็นนักแปลอิสระไม่มีฝ่ายกฎหมาย หรือมีทีมงานที่รับมือด้านกฎหมายโดยเฉพาะ
เหมือนบริษัทรับแปลเอกสารมาตรฐานทั่วไปแล้ว ลองอ่านบทความนี้ดูนะครับ
จะได้รับมือได้ หากเกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้น
คำแนะนำแรกที่อยากจะแนะนำบรรดานักแปลเอกสารทุกท่านนะครับ
หากลูกค้าให้เซ็น หนังสือรักษาข้อมูลความลับแล้วล่ะก็
หากคุณไม่ได้อยากจะได้งานมากนัก ก็อย่าไปเซ็นเลยครับ ฟังดูแล้วอาจจะงงๆเล็กน้อย
แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักแปลอิสระอยู่ ก็คือว่า
สัญญาเกี่ยวกับการรับแปลเอกสารประเภทนี้
หากเราไม่แน่ใจจริงๆว่าเราจะสามารถรักษาความลับได้
เพราะในความเป็นจริง
การรั่วไหลของเอกสารนั้น เกิดขึ้นได้หลายทาง นอกเหนือจากเราคนเดียว
คุณต้องแน่ใจให้ได้ว่า หากเอกสารเกิดรั่วไหลขึ้นมาจริงๆ โดยทางอื่น คนอื่น
โดยไม่ใช่ตัวคุณแล้ว คุณจะไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนนั้น ยิ่งซ้ำร้านไปกว่านั้น
หากคุณดันไปเซ็น Letter of Confidential ก่อนที่จะได้งาน
หรือเรียกง่ายๆว่า ก่อนที่จะเห็นงานแล้ว สุดท้ายคุณไม่ได้งาน มิใช่กลายเป็นว่า
คุณจะต้องรับผิดชอบข้อมูลความลับของเอกสารแปลชุดนั้น ไปโดยไม่ได้อะไรเลยหรือ
เพราะฉะนั้นแนะนำให้คุณเริ่มจากการอธิบายให้ ลูกค้าฟังถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้
แล้วดูว่าเขาจะยอมโอนอ่อนผ่อนตามคุณหรือไม่ หากลูกค้าไม่ยอม จะให้คุณเซ็นท่าเดียว
ก็ต้องอ่านสัญญาให้ละเอียดนะครับ อย่าคิดว่าไม่เป็นไร ระวังจะกลายเป็นคืนพิเศษ
คนพิเศษ ไม่คุ้มค่ากันนะเอ้า ถ้าสงสัยหรือไม่เข้าใจตรงไหน ต้องถามให้แน่ใจว่า
ก่อนที่จะจรดปากกาเซ็น บางครั้งการส่งงานไปมา ผ่านทางอีเมล์ หรือเป็น hard
copy ผ่านทางไปรษณีย์
ก็อาจมีการรั่วไหลระหว่างทางได้ คุณจะต้องรับผิดชอบหรือเปล่า
อ่านและถามให้ละเอียดนะครับ
อย่ามัวแต่เกรงใจ
เพราะลูกค้าหรือผู้ที่ให้เราเซ็นจะทราบอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องสำคัญและต้องการความชัดเจน
หากเราแน่ใจและชัดเจนในทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ก็จรดปากกาเซ็นและตั้งหน้าตั้งตาทำงานไปได้ละครับ
Tuesday, May 15, 2012
จะใช้โปรแกรมแปลเอกสารตัวไหนดี?
หลังจากในตอนที่แล้วได้เล่าไปแล้วว่า อะไรคือ TM หรือ Translation Memory ในโปรแกรมแปลเอกสารคืออะไร ถึงตอนนี้ทุกท่านคงจะมีไอเดีย เกี่ยวกับการแปลเอกสารขึ้นมาบ้างแล้ว และทราบกันบ้างแล้วว่า ลักษณะการใช้งาน หรืองานแปลเอกสารของเรา จำเป็นต้องใช้โปรแกรมแปลเอกสาหรือไม่อย่างไร คำถามต่อไปก็คือ บรรดาโปรแกรมแปลเอกสารที่มีอยู่เกลื่อนกลาดในท้องตลาดนี่ เราจะใช้ตัวไหนดีล่ะเนี่ย แล้วเราจะมีหลักการอะไรในการเลือกใช้โปรแกรมต่างๆ ลองมาดูไอเดียจากผมดูนะครับ นำไปใช้ประกอบการพิจารณาการเืลือกโปรแกรมแปลเอกสารได้นะครับ
ความจริงแล้ว หลักง่ายๆเลยในการเลือกโปรแกรมการแปลเอกสารที่ถูกต้องก็คือ เลือกโปรแกรมตามที่ลูกค้าต้องการครับ โดยส่วนมากในวงการแปลนี้ ลูกค้าจะเป็นผู้กำหนดมาเลยว่า ต้องการให้เราใช้โปรแกรมอะไรในการแปล เช่น เขาจะบอกเราว่าควรจะใช้ Trados หรือจะใช้ SDL หรือจะใช้โปรแกรมพิเศษเฉพาะของลูกค้าเองที่ใช้เฉพาะภายในองค์กร หรือที่เขียนขึ้น เพื่อใช้ภายในองค์กรเท่านั้น หากลูกค้าตกลงแปลแล้ว ก็จะแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมที่ใช้แปลไว้ให้กับเราเลย น้อยนะครับ ที่ลูกค้าต้องการให้เราแปลโดยใช้โปรแกรมช่วยแปล แต่ไม่มีไอเดียเลยว่า ต้องใช้อะไร อย่างไร ถ้าอย่างนั้น เราถึงจะเลือกให้กับลูกค้า เราก็เลือกโปรแกรมที่เรามีและใช้การอยู่ได้ไปนั่นแหละครับดีแล้ว
แต่หากว่า นักแปลท่านใดจะไปหาซื้อโปรแกรมมาช่วยแปล โดยที่ยังไม่มีงานแปลที่เรียกร้องให้ใช้โปรแกรมใดๆมาอย่างแน่นอนแล้ว ขอแนะนำเป็นการส่วนตัวครับว่า "ไม่จำเป็น" หากได้อ่านบทความเกี่ยวกับ TM ที่ผมได้เขียนไปในบทที่แล้ว ก็จะเข้าใจดียิ่งขึ้น กล่าวย่อๆ ก็คือ หากคุณไม่ได้แปลงานแบบเดิมๆ ซ้ำๆ กันแล้ว ไอ้พวกเจ้าโปรแกรมแปลเอกสารก็แทบจะไม่มีความสำคัญอันใดเลย ไม่ได้ช่วยให้เกิดประโยชน์อันใดเลย ถ้าเราต้องแปลงานที่หลากหลาย ใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ ก็ไปเปิด dict แปลเอาเองดีกว่า ช่วยไม่ได้มากหรอกครับ ถ้าไม่ศึกษาให้ดีแล้ว ลงทุนไปซื้อมา เป็นหมื่น มันจะไม่คุ้มเอาจ้า
ความจริงแล้ว หลักง่ายๆเลยในการเลือกโปรแกรมการแปลเอกสารที่ถูกต้องก็คือ เลือกโปรแกรมตามที่ลูกค้าต้องการครับ โดยส่วนมากในวงการแปลนี้ ลูกค้าจะเป็นผู้กำหนดมาเลยว่า ต้องการให้เราใช้โปรแกรมอะไรในการแปล เช่น เขาจะบอกเราว่าควรจะใช้ Trados หรือจะใช้ SDL หรือจะใช้โปรแกรมพิเศษเฉพาะของลูกค้าเองที่ใช้เฉพาะภายในองค์กร หรือที่เขียนขึ้น เพื่อใช้ภายในองค์กรเท่านั้น หากลูกค้าตกลงแปลแล้ว ก็จะแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมที่ใช้แปลไว้ให้กับเราเลย น้อยนะครับ ที่ลูกค้าต้องการให้เราแปลโดยใช้โปรแกรมช่วยแปล แต่ไม่มีไอเดียเลยว่า ต้องใช้อะไร อย่างไร ถ้าอย่างนั้น เราถึงจะเลือกให้กับลูกค้า เราก็เลือกโปรแกรมที่เรามีและใช้การอยู่ได้ไปนั่นแหละครับดีแล้ว
แต่หากว่า นักแปลท่านใดจะไปหาซื้อโปรแกรมมาช่วยแปล โดยที่ยังไม่มีงานแปลที่เรียกร้องให้ใช้โปรแกรมใดๆมาอย่างแน่นอนแล้ว ขอแนะนำเป็นการส่วนตัวครับว่า "ไม่จำเป็น" หากได้อ่านบทความเกี่ยวกับ TM ที่ผมได้เขียนไปในบทที่แล้ว ก็จะเข้าใจดียิ่งขึ้น กล่าวย่อๆ ก็คือ หากคุณไม่ได้แปลงานแบบเดิมๆ ซ้ำๆ กันแล้ว ไอ้พวกเจ้าโปรแกรมแปลเอกสารก็แทบจะไม่มีความสำคัญอันใดเลย ไม่ได้ช่วยให้เกิดประโยชน์อันใดเลย ถ้าเราต้องแปลงานที่หลากหลาย ใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ ก็ไปเปิด dict แปลเอาเองดีกว่า ช่วยไม่ได้มากหรอกครับ ถ้าไม่ศึกษาให้ดีแล้ว ลงทุนไปซื้อมา เป็นหมื่น มันจะไม่คุ้มเอาจ้า
Friday, May 4, 2012
ตัวย่อ TM ในวงการแปลเอกสาร คืออะไร
หลายๆท่าน ที่เป็นนักแปล หรือผู้ที่อยู่ในวงการแปลอาจเคยได้ยินคำนี้ผ่าน หูผ่านตามาบ้าง เห็นใครๆเขาก็พูดว่า TM TM เอ มันคืออะไร ย่อมาจากอะไร และแปลว่าอะไรนะ วันนี้ผมจะมาเฉลยให้ฟังครับ
TM ย่อมาจาก Translation Memory บริษัทรับแปลเอกสาร จะคุ้นเคยกับคำนี้ดี เพราะเป็นคำที่ ใช้ในโปรแกรมแปลเอกสารที่ใช้กันอยู่ในวงการ มากมาย อาทิเช่น โปรแกรม Trados, SDL และโปรแกรมอื่นๆ คำ่ว่า TM หรือ Translation Memory นี้เรียกง่ายๆว่าเป็นหมวดการทำงาน หมวดหนึ่งที่โปรแกรมแปลเอกสารทุกโปรแกรมจะต้องมี เปรียบเทียบง่ายๆ ว่าหากเวลาเราแปลเองแบบใช้คนแปลนั้น เมื่อแปลไปสักสิบ ยี่สิบหน้า แล้วเราเจอคำเดิมๆ ซ้ำ เราอาจไม่แน่ใจ หรือจำไม่ได้เสียแล้วว่า เราควรจะแปลความหมายว่าอะไร ทำให้เกิดปัญหาความไม่สม่ำเสมอขึ้น (inconsistency) โดยเฉพาะหากเอกสารเหล่านั้น เป็นเอกสารที่ต้องใช้ความแม่นยำ แน่นอนสูง เช่นพวกคู่มือ เครื่องจักร หรือคู่มือการทำงานต่างๆ จำเป็นต้องใช้คำเดิมๆที่มีความสอดคล้องกัน ซึ่งเจ้าพวกคำต่างๆเหล่านี้แหละ ที่โปรแกรมการแปลจะนำเข้าไปเก็บไว้ใน TM หรือ Translation Memory เวลาที่เราเจอคำเหล่านี้ เมื่อแปลไปเรื่อยๆ โปรแกรมก็จะขึ้นมาให้เราเลือกว่าจะใช้หรือไม่อย่างไร รูปแบบก็สุดแล้วแต่ว่าโปรแกรมเหล่านั้นจะออกแบบมาอย่างไร หากอันไหนมันจำได้ ก็จะขึ้นมาว่ามันจำได้ หากอันไหนมันยังไม่เคยจำ มันก็จะขึ้นมาให้เราแปล และไอ้ที่เราแปลก็จะถูกใช้ ถูกจดจำเพื่อนำไปใช้งานต่อไป เพราะฉะนั้นเจ้า TM นี้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากเรายิ่งใช้โปรแกรมไปเรื่อยๆ มันก็จะยิ่งมีความสามารถขึ้นเรื่อยๆ หรือหากช่วยกันใช้หลายคนมันก็จะเก่งเร็วขึ้น แต่หากใช้หลายคนเกินไป คำที่จำอาจจะมั่วก็ได้นะครับ อารมณ์เหมือน Simsimi ที่ฮิตกันอยู่ช่วงหนึ่ง กลายเป็นถามอะไร ตอบมั่วไปหมด เชื่อถือไม่ได้ แปลอะไรไม่ได้เอาซะเลย
่ความคิดเห็นส่วนตัวของผม เจ้า TM นี้ก็มีข้อเสีย อยู่บ้างข้อเสียของมันก็คือ บางครั้งการแปลเอกสาร มันคือศิลปะ มันจะต้องใช้ความพริ้วไหวของผู้แปล หากผู้แปลท่านใด ไร้ซึ่งศิลปะ และหลงเชื่อเจ้า TM มากเกินไป งานสุดท้ืายที่ออกมาจะดูบูดเบี้ยว พิกลไปมากทีเดียว เพราะฉะนั้น TM เป็นตัวช่วยในงานแปลเอกสารต่างๆเท่านั้น มิใช่ตัวแปล เราเชื่อถือมันเต็มที่ไม่ได้ แต่เราสอบถามมันได้นะครับ
คิดว่าทุกท่านคงรู้จักกันดีแล้ว สำหรับเจ้า TM นี้ หวังว่าคงจะได้ประโยชน์จากบทความเกี่ยวกับการแปลเอกสารนี้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ
TM ย่อมาจาก Translation Memory บริษัทรับแปลเอกสาร จะคุ้นเคยกับคำนี้ดี เพราะเป็นคำที่ ใช้ในโปรแกรมแปลเอกสารที่ใช้กันอยู่ในวงการ มากมาย อาทิเช่น โปรแกรม Trados, SDL และโปรแกรมอื่นๆ คำ่ว่า TM หรือ Translation Memory นี้เรียกง่ายๆว่าเป็นหมวดการทำงาน หมวดหนึ่งที่โปรแกรมแปลเอกสารทุกโปรแกรมจะต้องมี เปรียบเทียบง่ายๆ ว่าหากเวลาเราแปลเองแบบใช้คนแปลนั้น เมื่อแปลไปสักสิบ ยี่สิบหน้า แล้วเราเจอคำเดิมๆ ซ้ำ เราอาจไม่แน่ใจ หรือจำไม่ได้เสียแล้วว่า เราควรจะแปลความหมายว่าอะไร ทำให้เกิดปัญหาความไม่สม่ำเสมอขึ้น (inconsistency) โดยเฉพาะหากเอกสารเหล่านั้น เป็นเอกสารที่ต้องใช้ความแม่นยำ แน่นอนสูง เช่นพวกคู่มือ เครื่องจักร หรือคู่มือการทำงานต่างๆ จำเป็นต้องใช้คำเดิมๆที่มีความสอดคล้องกัน ซึ่งเจ้าพวกคำต่างๆเหล่านี้แหละ ที่โปรแกรมการแปลจะนำเข้าไปเก็บไว้ใน TM หรือ Translation Memory เวลาที่เราเจอคำเหล่านี้ เมื่อแปลไปเรื่อยๆ โปรแกรมก็จะขึ้นมาให้เราเลือกว่าจะใช้หรือไม่อย่างไร รูปแบบก็สุดแล้วแต่ว่าโปรแกรมเหล่านั้นจะออกแบบมาอย่างไร หากอันไหนมันจำได้ ก็จะขึ้นมาว่ามันจำได้ หากอันไหนมันยังไม่เคยจำ มันก็จะขึ้นมาให้เราแปล และไอ้ที่เราแปลก็จะถูกใช้ ถูกจดจำเพื่อนำไปใช้งานต่อไป เพราะฉะนั้นเจ้า TM นี้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากเรายิ่งใช้โปรแกรมไปเรื่อยๆ มันก็จะยิ่งมีความสามารถขึ้นเรื่อยๆ หรือหากช่วยกันใช้หลายคนมันก็จะเก่งเร็วขึ้น แต่หากใช้หลายคนเกินไป คำที่จำอาจจะมั่วก็ได้นะครับ อารมณ์เหมือน Simsimi ที่ฮิตกันอยู่ช่วงหนึ่ง กลายเป็นถามอะไร ตอบมั่วไปหมด เชื่อถือไม่ได้ แปลอะไรไม่ได้เอาซะเลย
่ความคิดเห็นส่วนตัวของผม เจ้า TM นี้ก็มีข้อเสีย อยู่บ้างข้อเสียของมันก็คือ บางครั้งการแปลเอกสาร มันคือศิลปะ มันจะต้องใช้ความพริ้วไหวของผู้แปล หากผู้แปลท่านใด ไร้ซึ่งศิลปะ และหลงเชื่อเจ้า TM มากเกินไป งานสุดท้ืายที่ออกมาจะดูบูดเบี้ยว พิกลไปมากทีเดียว เพราะฉะนั้น TM เป็นตัวช่วยในงานแปลเอกสารต่างๆเท่านั้น มิใช่ตัวแปล เราเชื่อถือมันเต็มที่ไม่ได้ แต่เราสอบถามมันได้นะครับ
คิดว่าทุกท่านคงรู้จักกันดีแล้ว สำหรับเจ้า TM นี้ หวังว่าคงจะได้ประโยชน์จากบทความเกี่ยวกับการแปลเอกสารนี้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ
Subscribe to:
Comments (Atom)