วันนี้อยากจะมาเล่าประสบการณ์เรื่องโอกาสที่ผมจะได้เรียนเป็นนักแปลภาษาจีนให้ทุกคนฟังสนุกๆกันนะครับ
จะได้ใช้เป็นอุทาหรณ์เป็นตัวอย่างอะไรถูกก็เรียนรู้ไป อะไรผิดก็อย่าไปเลียนแบบ
จะได้ไม่ต้องไปลองผิดลองถูกกันเอง ให้เสียเวลาชีวิตนะครับ จริงๆแล้วผมเป็นคนที่ชอบภาษาจีนมาก
และสนใจใคร่เรียนรู้มาตลอด
อาจเพราะคุณแม่ที่ปลูกฝังอยากให้ผมรู้ภาษาจีนตามบรรพบุรุษด้วยหรืออย่างไร เพราะคุณพ่อ
คุณแม่ผมล้วนแต่พูดภาษาจีนได้ แล้วก็ไม่ได้พูดได้แค่ภาษาจีนท้องถิ่นคือจีนแต้จิ๋วแค่นั้นนะครับ
แต่ยังพูดภาษาจีนกลาง แมนดารินได้อีกด้วย ตอนที่เรียนปริญญาโทสำเร็จแล้ว
คุณแม่ต้องการให้ผมไปเรียนต่อที่ประเทศจีนต่ออีกหนึ่งปี
เพื่อเรียนรู้ภาษาจีนให้ได้ แต่ไอ้ตัวผมนี่คิดว่ามันจะหนักหนาเกินไปแล้ว จะแก่เกินแกงที่จะทำงานแล้ว
จึงตัดสินใจไม่ไป และเริ่มชีวิตการทำงานต่อเอง แต่ก็แอบเสียใจมาอยู่ลึกๆตลอด
เพราะเราก็เป็นคนชอบภาษา ชอบเรียนภาษา จนตอนนี้ได้มารับงานแปลภาษาอังกฤษ
ก็นึกอยากจะรับแปลภาษาจีนเป็นงานเสริมตลอด และก็คิดตลอดว่า
หากเรารู้ภาษาจีนก็คงจะดี อย่างน้อยตอนนี้ถ้าเรียนจริงๆ จังๆ ก็คงรับงานแปลภาษาจีนเพิ่มได้
เป็นงานเสริมได้อีกอย่างหนึ่งแล้ว
แต่ในเมื่อไม่มีใครล่วงรู้อนาคตนะครับ
และเรากลับไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขอดีติไม่ได้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ผมจะต้องไปเสียอก
เสียใจอะไร ก้าวต่อไปข้างหน้าดีกว่า แต่ที่เขียนมาอย่างยืดอย่างยาวนี่
ก็อย่างจะเตือนผู้อ่านหรือผู้ที่เข้ามาเห็นว่า
หากใครมีโอกาสได้เล่าเรียนได้ศึกษาแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่เรียนแปลภาษาจีนนะครับ
แต่หมายถึงการเรียนทุกสิ่งทุกอย่าง เรียนไว้ รู้ไว้ไม่เสียหายเลย
หากในอนาคตเรามีโอกาสต้องทำงานอะไร เราไม่มีทางรู้หรอกว่า เราจะได้ใช้วิชาการที่เราร่ำเรียนมามากน้อยแค่ไหน
วันไหน อย่างผมเป็นต้นนะครับ
ไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะได้มาข้องเกี่ยวกับการแปลภาษาจีน เพราะทำงานทางด้านวิศวะ
และ IT มาตลอด
แต่เกือบสิบปีให้หลังก็มานั่งเสียดายที่ตัวเองไม่ได้ไปเรียนที่ประเทศจีนในตอนนั้น
เพราะฉะนั้นถ้าใครมีโอกาสจะเรียนก็เรียนไปนะครับ