Thursday, May 17, 2012

Letter of Confidential นักแปลทั้งหลายเซ็นดีไหม


นักแปลหลายท่าน เวลาไปได้งานรับแปลเอกสารโปรเจกต์ใหญ่ๆมา หรือกับบริษัทบางแห่งที่เขาต้องการให้เก็บข้อมูลเป็นความลับ บริษัทเหล่านั้นมักจะให้เราเซ็นสัญญาที่จะเก็บข้อมูลเป็นความลับ หรือชื่อเรียกภาษาอังกฤษ อย่างเป็นทางการว่า Letter of Confidential (LOC) เพื่อให้เรารักษาข้อมูลของเอกสารทั้งหมดที่เราต้องทำการแปล ไม่ให้ไปเผยแพร่ ทำให้บริษัทผู้ว่าจ้างได้รับความเสียหาย คำถามยอดฮิตที่เคยได้รับจากเหล่านักแปลเอกสารก็คือ กลัวที่จะต้องเซ็นสัญญาต่างๆ เราจะเซ็นดีไหม เราจะทำอย่างไรดี หากลูกค้าเรียกร้องให้มีการเซ็นสัญญาแบบนี้ king translation อยากจะบอกว่า ถ้าคุณเป็นนักแปลอิสระไม่มีฝ่ายกฎหมาย หรือมีทีมงานที่รับมือด้านกฎหมายโดยเฉพาะ เหมือนบริษัทรับแปลเอกสารมาตรฐานทั่วไปแล้ว ลองอ่านบทความนี้ดูนะครับ จะได้รับมือได้ หากเกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้น

คำแนะนำแรกที่อยากจะแนะนำบรรดานักแปลเอกสารทุกท่านนะครับ หากลูกค้าให้เซ็น หนังสือรักษาข้อมูลความลับแล้วล่ะก็ หากคุณไม่ได้อยากจะได้งานมากนัก ก็อย่าไปเซ็นเลยครับ ฟังดูแล้วอาจจะงงๆเล็กน้อย แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักแปลอิสระอยู่ ก็คือว่า สัญญาเกี่ยวกับการรับแปลเอกสารประเภทนี้ หากเราไม่แน่ใจจริงๆว่าเราจะสามารถรักษาความลับได้ 

เพราะในความเป็นจริง การรั่วไหลของเอกสารนั้น เกิดขึ้นได้หลายทาง นอกเหนือจากเราคนเดียว คุณต้องแน่ใจให้ได้ว่า หากเอกสารเกิดรั่วไหลขึ้นมาจริงๆ โดยทางอื่น คนอื่น โดยไม่ใช่ตัวคุณแล้ว คุณจะไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนนั้น ยิ่งซ้ำร้านไปกว่านั้น หากคุณดันไปเซ็น Letter of Confidential ก่อนที่จะได้งาน หรือเรียกง่ายๆว่า ก่อนที่จะเห็นงานแล้ว สุดท้ายคุณไม่ได้งาน มิใช่กลายเป็นว่า คุณจะต้องรับผิดชอบข้อมูลความลับของเอกสารแปลชุดนั้น ไปโดยไม่ได้อะไรเลยหรือ เพราะฉะนั้นแนะนำให้คุณเริ่มจากการอธิบายให้ ลูกค้าฟังถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้ แล้วดูว่าเขาจะยอมโอนอ่อนผ่อนตามคุณหรือไม่ หากลูกค้าไม่ยอม จะให้คุณเซ็นท่าเดียว ก็ต้องอ่านสัญญาให้ละเอียดนะครับ อย่าคิดว่าไม่เป็นไร ระวังจะกลายเป็นคืนพิเศษ คนพิเศษ ไม่คุ้มค่ากันนะเอ้า ถ้าสงสัยหรือไม่เข้าใจตรงไหน ต้องถามให้แน่ใจว่า ก่อนที่จะจรดปากกาเซ็น บางครั้งการส่งงานไปมา ผ่านทางอีเมล์ หรือเป็น hard copy ผ่านทางไปรษณีย์ ก็อาจมีการรั่วไหลระหว่างทางได้ คุณจะต้องรับผิดชอบหรือเปล่า 

อ่านและถามให้ละเอียดนะครับ อย่ามัวแต่เกรงใจ เพราะลูกค้าหรือผู้ที่ให้เราเซ็นจะทราบอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องสำคัญและต้องการความชัดเจน หากเราแน่ใจและชัดเจนในทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ก็จรดปากกาเซ็นและตั้งหน้าตั้งตาทำงานไปได้ละครับ

Tuesday, May 15, 2012

จะใช้โปรแกรมแปลเอกสารตัวไหนดี?

หลังจากในตอนที่แล้วได้เล่าไปแล้วว่า อะไรคือ TM หรือ Translation Memory ในโปรแกรมแปลเอกสารคืออะไร ถึงตอนนี้ทุกท่านคงจะมีไอเดีย เกี่ยวกับการแปลเอกสารขึ้นมาบ้างแล้ว และทราบกันบ้างแล้วว่า ลักษณะการใช้งาน หรืองานแปลเอกสารของเรา จำเป็นต้องใช้โปรแกรมแปลเอกสาหรือไม่อย่างไร คำถามต่อไปก็คือ บรรดาโปรแกรมแปลเอกสารที่มีอยู่เกลื่อนกลาดในท้องตลาดนี่ เราจะใช้ตัวไหนดีล่ะเนี่ย แล้วเราจะมีหลักการอะไรในการเลือกใช้โปรแกรมต่างๆ ลองมาดูไอเดียจากผมดูนะครับ นำไปใช้ประกอบการพิจารณาการเืลือกโปรแกรมแปลเอกสารได้นะครับ

ความจริงแล้ว หลักง่ายๆเลยในการเลือกโปรแกรมการแปลเอกสารที่ถูกต้องก็คือ เลือกโปรแกรมตามที่ลูกค้าต้องการครับ โดยส่วนมากในวงการแปลนี้ ลูกค้าจะเป็นผู้กำหนดมาเลยว่า ต้องการให้เราใช้โปรแกรมอะไรในการแปล เช่น เขาจะบอกเราว่าควรจะใช้ Trados หรือจะใช้ SDL หรือจะใช้โปรแกรมพิเศษเฉพาะของลูกค้าเองที่ใช้เฉพาะภายในองค์กร หรือที่เขียนขึ้น เพื่อใช้ภายในองค์กรเท่านั้น หากลูกค้าตกลงแปลแล้ว ก็จะแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมที่ใช้แปลไว้ให้กับเราเลย น้อยนะครับ ที่ลูกค้าต้องการให้เราแปลโดยใช้โปรแกรมช่วยแปล แต่ไม่มีไอเดียเลยว่า ต้องใช้อะไร อย่างไร ถ้าอย่างนั้น เราถึงจะเลือกให้กับลูกค้า เราก็เลือกโปรแกรมที่เรามีและใช้การอยู่ได้ไปนั่นแหละครับดีแล้ว

แต่หากว่า นักแปลท่านใดจะไปหาซื้อโปรแกรมมาช่วยแปล โดยที่ยังไม่มีงานแปลที่เรียกร้องให้ใช้โปรแกรมใดๆมาอย่างแน่นอนแล้ว ขอแนะนำเป็นการส่วนตัวครับว่า "ไม่จำเป็น" หากได้อ่านบทความเกี่ยวกับ TM ที่ผมได้เขียนไปในบทที่แล้ว ก็จะเข้าใจดียิ่งขึ้น กล่าวย่อๆ ก็คือ หากคุณไม่ได้แปลงานแบบเดิมๆ ซ้ำๆ กันแล้ว ไอ้พวกเจ้าโปรแกรมแปลเอกสารก็แทบจะไม่มีความสำคัญอันใดเลย ไม่ได้ช่วยให้เกิดประโยชน์อันใดเลย ถ้าเราต้องแปลงานที่หลากหลาย ใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ ก็ไปเปิด dict แปลเอาเองดีกว่า ช่วยไม่ได้มากหรอกครับ ถ้าไม่ศึกษาให้ดีแล้ว ลงทุนไปซื้อมา เป็นหมื่น มันจะไม่คุ้มเอาจ้า

Friday, May 4, 2012

ตัวย่อ TM ในวงการแปลเอกสาร คืออะไร

หลายๆท่าน ที่เป็นนักแปล หรือผู้ที่อยู่ในวงการแปลอาจเคยได้ยินคำนี้ผ่าน หูผ่านตามาบ้าง เห็นใครๆเขาก็พูดว่า TM TM เอ มันคืออะไร ย่อมาจากอะไร และแปลว่าอะไรนะ วันนี้ผมจะมาเฉลยให้ฟังครับ

TM ย่อมาจาก Translation Memory บริษัทรับแปลเอกสาร จะคุ้นเคยกับคำนี้ดี เพราะเป็นคำที่ ใช้ในโปรแกรมแปลเอกสารที่ใช้กันอยู่ในวงการ มากมาย อาทิเช่น โปรแกรม Trados, SDL และโปรแกรมอื่นๆ คำ่ว่า TM หรือ Translation Memory นี้เรียกง่ายๆว่าเป็นหมวดการทำงาน หมวดหนึ่งที่โปรแกรมแปลเอกสารทุกโปรแกรมจะต้องมี เปรียบเทียบง่ายๆ ว่าหากเวลาเราแปลเองแบบใช้คนแปลนั้น เมื่อแปลไปสักสิบ ยี่สิบหน้า แล้วเราเจอคำเดิมๆ ซ้ำ เราอาจไม่แน่ใจ หรือจำไม่ได้เสียแล้วว่า เราควรจะแปลความหมายว่าอะไร ทำให้เกิดปัญหาความไม่สม่ำเสมอขึ้น (inconsistency) โดยเฉพาะหากเอกสารเหล่านั้น เป็นเอกสารที่ต้องใช้ความแม่นยำ แน่นอนสูง เช่นพวกคู่มือ เครื่องจักร หรือคู่มือการทำงานต่างๆ จำเป็นต้องใช้คำเดิมๆที่มีความสอดคล้องกัน ซึ่งเจ้าพวกคำต่างๆเหล่านี้แหละ ที่โปรแกรมการแปลจะนำเข้าไปเก็บไว้ใน TM หรือ Translation Memory เวลาที่เราเจอคำเหล่านี้ เมื่อแปลไปเรื่อยๆ โปรแกรมก็จะขึ้นมาให้เราเลือกว่าจะใช้หรือไม่อย่างไร รูปแบบก็สุดแล้วแต่ว่าโปรแกรมเหล่านั้นจะออกแบบมาอย่างไร หากอันไหนมันจำได้ ก็จะขึ้นมาว่ามันจำได้ หากอันไหนมันยังไม่เคยจำ มันก็จะขึ้นมาให้เราแปล และไอ้ที่เราแปลก็จะถูกใช้ ถูกจดจำเพื่อนำไปใช้งานต่อไป เพราะฉะนั้นเจ้า TM นี้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากเรายิ่งใช้โปรแกรมไปเรื่อยๆ มันก็จะยิ่งมีความสามารถขึ้นเรื่อยๆ หรือหากช่วยกันใช้หลายคนมันก็จะเก่งเร็วขึ้น แต่หากใช้หลายคนเกินไป คำที่จำอาจจะมั่วก็ได้นะครับ อารมณ์เหมือน Simsimi ที่ฮิตกันอยู่ช่วงหนึ่ง กลายเป็นถามอะไร ตอบมั่วไปหมด เชื่อถือไม่ได้ แปลอะไรไม่ได้เอาซะเลย

่ความคิดเห็นส่วนตัวของผม เจ้า TM นี้ก็มีข้อเสีย อยู่บ้างข้อเสียของมันก็คือ บางครั้งการแปลเอกสาร มันคือศิลปะ มันจะต้องใช้ความพริ้วไหวของผู้แปล หากผู้แปลท่านใด ไร้ซึ่งศิลปะ และหลงเชื่อเจ้า TM มากเกินไป งานสุดท้ืายที่ออกมาจะดูบูดเบี้ยว พิกลไปมากทีเดียว เพราะฉะนั้น TM เป็นตัวช่วยในงานแปลเอกสารต่างๆเท่านั้น มิใช่ตัวแปล เราเชื่อถือมันเต็มที่ไม่ได้ แต่เราสอบถามมันได้นะครับ

คิดว่าทุกท่านคงรู้จักกันดีแล้ว สำหรับเจ้า TM นี้ หวังว่าคงจะได้ประโยชน์จากบทความเกี่ยวกับการแปลเอกสารนี้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ